Sunday, July 19, 2015


โปรโตคอลคืออะไร

ในการสื่อสารทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จำต้องมีการสื่อสารข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่ออยู่ในเครือข่ายเดียวกันนี้ อาจจะมีฮาร์ดแวร์,ซอฟท์แวร์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อทำการส่งข้อมูลถึงกันและตีความหมายได้ตรงกัน จึงต้องมีการกำหนดระเบียบวิธีการติดต่อให้ตรงกัน โปรโตคอล ( Protocol ) คือระเบียบวิธีที่กำหนดขึ้นสำหรับการสื่อสารข้อมูล โดยสามารถส่งผ่านข้อมูลไปยังปลายทางได้อย่างถูกต้อง ซึ่งตัวโปรโตคอลที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือ TCP/IP นอกจากนี้ยังมีการออกแบบโปรโตคอลตัวอื่นๆขึ้นมาใช้งานอีก เช่น โปรโตคอล IPX/SPX,โปรโตคอล NetBEUI และ โปรโตคอล Apple Talk
โปรโตคอล IPX/SPX
ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Novell ซึ่งทำการพัฒนามาจากตัวโปรโตคอล XNS ของบริษัท Xerox Corporation ซึ่งโครงสร้างเมื่อทำการเปรียบเทียบ
กับ OSI Model ดังรูป


ตัวโปรโตคอล IPX/SPXแบ่งออกเป็น 2 โปรโตคอลหลักคือ Internetwork Packet Exchange   ( IPX) และ Sequenced Packet Exchange (SPX) โดยโปรโตคอล IPX ทำหน้าที่ในระดับ network layer ตามาตรฐาน OSI Model มีกลไกการส่งผ่านข้อมูลแบบ connectionless,unrerelibleหมายความว่า เมื่อมีการส่งข้อมูล โดยไม่ต้องทำการสถาปนาการเชื่อมต่อกันระหว่าง host กับเครื่องที่ติดต่อกันอย่างถาวร ( host , เครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ให้บริการใดๆในเครือข่าย ) และไม่ต้องการรอสัญญานยืนยันการรับข้อมูลจากปลายทาง โดยตัวโปรโตคอลจะพยายามส่งข้อมูลนั้นไปยังปลายทางให้ดีที่สุด สำหรับโปรโตคอล SPX ทำหน้าที่ในระดับ transport layer ตามมาตรฐาน OSI Model โดยส่งผ่านข้อมูลตรงข้ามกับโปรโตคอล IPXคือ ต้องมีการทำการสถาปนาการเชื่อมโยงกันก่อนและมีการส่งผ่านข้อมูลที่เชื่อถือได้ ด้วยการตรวจสอบสัญญาณยืนยันการรับส่งข้อมูลจากปลายทาง
โปรโตคอล NetBEUI
โปรโตคอล NetBEUI หรือ NetBIOS Enhanced User Interface นั้น เป็นโปรโตคอลที่ไม่มี ส่วนในการระบุเส้นทางส่งผ่านข้อมูล (Non-routable Protocol)โดยจะใช้วิธีการ Broadcast ข้อมูลอกไปในเครือข่าย และหากใครเป็นผู้รับที่ถูกต้องก็จะนำข้อมูลที่ได้รับไปประมวลผล ข้อจำกัดของโปรโตคอลประเภทนี้ก็คือไม่สามารถทำการ Broadcast ข้อมูลข้ามไปยัง Physical Segment อื่นๆที่ไม่ใช่ Segment เดียวกันได้ เป็นการแบ่งส่วนของเครือข่ายออกจากกันทางกายภาพ หากต้องการเชื่อมต่อเครือข่ายถึงกันจะต้องใช้อุปกรณ์อย่างเช่น Router มาทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างเครือข่าย
เนื่องมาจากอุปกรณ์บางอย่างเช่น Router ไม่สามารถจะ Broadcast ข้อมูลต่อไปยังเครือข่ายอื่นๆได้ เพราะถ้าหากยอมให้ทำเช่นนั้นได้ จะทำให้การสื่อสารระหว่างเครือข่ายคับคั่งไปด้วยข้อมูลที่เกิดจากการ Broadcast จนเครือข่ายต่างๆไม่สามารถที่จะสื่อสารกันต่อไปได้ โปรโตคอล NetBEUI จึงเหมาะที่จะใช้งานบนเครือข่ายขนาดเล็กที่มีจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่เกิน 50 เครื่องเท่านั้น NetBEUI เป็นหนึ่งในสองทางเลือกสำหรับผู้ใช้งาน NetBIOS ( Network Basic Input Output System ) ซึ่งสามารถทำงานได้ทั้งบนโปรโตคอล TCP/IP และ NetBUEI
โปรโตคอล AppleTalk
จุดเริ่มต้นของโปรโตคอล AppleTalk เกิดขึ้นในปีค.ศ.1983 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัท Apple Computer ต้องการออกแบบชุดโปรโตคอลสื่อสารข้อมูลของตนเองขึ้น เพื่อใช้เชื่อมโยงเครือข่ายของเครื่องแบบแมคอินทอช และสามารแชร์กับอุปกรณ์ต่างๆ นอกจากนี้ยังขยายไปสู่การเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายของเซิร์ฟเวอร์,เครื่อง พิมพ์, Gateway และ Router ของผู้ผลิตรายอื่นๆด้วยต่อจากนั้นเครื่องแมคอินทอชและอุปกรณ์ต่างๆที่บริษัท ผลิตออกมาก็ได้มีการเพิ่มส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ให้สามารถรองรับโปรโต คอลตัวนี้ได้ รวมถึงระบบปฏิบัติการ MacOS รุ่นใหม่ๆก็ได้มีการผนวกฟังก์ชั่นให้รองรับโปรโตคอลตัวนี้ได้เช่นกัน ทำให้กลุ่มผู้ใช้เครื่องแมคอินทอชสามารถเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายได้ง่าย โดยไม่ต้องไปหาซื้อ อุปกรณ์เพิ่มเติมอีก
โปรโตคอล Apple Talk ถูกออกแบบมาให้ทำงานเป็นเครือข่ายในแบบ peer-to-peer ซึ่งถือว่าเครื่องทั้งหมดที่เชื่อมต่ออยู่ในเครือข่ายสามารถเป็นเซิร์ฟเวอร์ ได้ทุกเครื่องโดยไมต้องจัดให้บางเครื่องทำหน้าที่เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่ให้ บริการโดยเฉพาะขึ้นมา ต่อมาปีค.ศ. 1989 ได้มีการพัฒนาโปรโตคอล AppleTalk ให้สนับสนุนเครือข่ายที่ใหญ่มากขึ้นได้ สามารถมีเครื่องลูกข่ายและอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อในเครือข่ายได้มากกว่าเดิม เรียกว่าเป็นโปรโตคอล Apple Talk Phase 2 นอกจากนี้ยังเพิ่มโปรโตคอลที่ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายแบบ Ethernet และ Token Ring ได้ โดยเรียกว่า EtherTalk และ TokenTalk ตามลำดับ
โปรโตคอลTCP/IP ( RFC1180 )
โปรโตคอล TCP/IP เป็นชื่อเรียกของชุดโปรโตคอลที่สำคัญ มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายตามการขยายตัวของอินเทอร์เนท/อินทราเนท ความจริงแล้วโปรโตคอล TCP/IP เป็นกลุ่มของโปรโตคอล หลายตัวที่ประกอบกันเป็นชุดให้ใช้งานโดยมีคำเต็มว่าTransmission Control Protocol /Internet Protocol ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีโปรโตคอลประกอบกันทำงาน 2 ตัว คือ TCP และ IP
ตัวอย่างของกลุ่มโปรโตคอลในชุดของ TCP/IP ที่เราพบและใช้งานบ่อยๆ ( ส่วนใหญ่จะไม่ได้ใช้งานโดยตรง แต่จะใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆหรือทำงานโดยอ้อม เช่น Internet Protocol,Address Resolution Protocol(ARP) ,Internet Control Message Protocol (ICMP) ,User Datagram Protocol (UDP) ,Transprot Control Protocol (TCP) และ Simple Mail Transfer Protocol (SMTP)
โปรโตคอลที่มีบทบาทสำคัญในการทำงานในเครือข่ายอินเทอร์เนทคือ Internet Protocol (โปรโตคอล IP) เนื่องจากเมื่อโปรโตคอลอื่นๆต้องการส่งผ่านข้อมูลข้ามเครือข่ายในอินเทอร์เนทนั้น จะต้องอาศัยการผนึกข้อมูล ไปกับโปรโตคอล IP ที่มีกลไกการระบุเส้นทาง ผ่าน Gateway หรือ
Router เพื่อนำข้อมูลไปยังเครือข่ายและเครื่องปลายทางที่ถูกต้อง เนื่องจากกลไกการระบุเส้นทางจะทำงานที่โปรโตคอล IP เท่านั้นและด้วยเหตุนี้เราจึงเรียก ว่าเป็นโปรโตคอลที่มีความสามารถในการระบุเส้นทางการส่งผ่านของข้อมูลได้(Routable)
การที่เครื่องคอมพิวเตอร์จะสามารถสื่อสารกันได้จำต้องมีการระบุแอดเดรสที่ไม่ซ้ำกัน เพราะไม่เช่นนั้นข้อมูลที่ส่งอาจจะไม่ถึงปลายทางได้ ซึ่งแอดเดรสจะมีข้อกำหนดมาตรฐาน ซึ่งในการใช้งานโปรโตคอล TCP/IP ที่เชื่อมโยงเครือข่ายนี้ จะเรียกว่า IP Address ( Internet Protocol Address )
ตอนที่ 1 จงเลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียวแล้วทำเครื่องหมาย X ลงในกระดาษคำตอบ

1. เครือข่ายระดับต่อไปนี้ สามารถติดต่อส่งข้อมูลระหว่างเครื่องได้ไกลที่สุด
ก. เครือข่าย MAN
ข. เครือข่าย WAN
ค. เครือข่าย LAN
ง. ทุก ๆ เครือข่ายสามารถส่งข้อมูลได้ไกลเหมือน ๆ กัน ซึ่งอยู่ที่สายสัญญาณ

2. ข้อใดกล่าวถึงการทำงานแบบ Multiuser
ก. สามารถเปิดใช้คอมพิวเตอร์ได้ทีละหลาย ๆ  เครื่อง
ข. สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทีละหลาย ๆ หลาย ๆ โปรแกรม
ค. สามารถใช้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ทีละหลาย ๆ งาน
ง. สามารถใช้คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกันพร้อม ๆ กัน และใช้โปรแกรมได้ทีละหลาย ๆ โปรแกรม

3. ข้อใดเป็นความสามารถของคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Multiprocessing
 ก. สามารถเปิดใช้คอมพิวเตอร์ได้ทีละหลาย ๆ  เครื่อง
ข. สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทีละหลาย ๆ หลาย ๆ โปรแกรม
ค. สามารถใช้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ทีละหลาย ๆ งาน
ง. สามารถใช้คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกันพร้อม ๆ กัน และใช้โปรแกรมได้ทีละหลาย ๆ โปรแกรม

4. เครือข่ายระดับใดมักใช้สัญญาณดาวเทียมช่วยในการสื่อสาร
ก. เครือข่าย MAN
ข. เครือข่าย WAN
ค. เครือข่าย LAN
ง. ถูกทุกข้อ

5. ระบบเครื่อข่ายประเภทใดในปัจจุบันเป็นที่นิยมมากที่สุด
ก. เครือข่าย MAN
ข. เครือข่าย WAN
ค. เครือข่าย LAN
ง. เครือข่าย SAN

6. จากคำตอบข้อที่ 5 ข้อจำกัดของเครือข่ายประเภทนี้คือข้อใด
ก. ความเร็วต่ำ
ข. เชื่อมต่อในพื้นที่ที่จำกัด
ค. เชื่อมต่อในระยะทางที่จำกัด
ง. เชื่อมต่อเครือข่ายค่อนข้างซับซ้อน
7. เครือข่ายประเภทใดไม่มีมาตรฐานกำหนดให้ชัดเจน
ก. MAN
ข. WAN
ค. LAN
ง. SAN

8. ข้อใดกล่าวผิด
ก.เครือข่ายไร้สายมีความเร็วที่ต่ำกว่าเครือข่ายท้องถิ่น
ข. เครือข่ายท้องถิ่นมีขนาดเล็กกว่าเครือข่าย MAN
ค. เครือข่าย WAN เป็นเครือข่ายที่สามารถเลือกหนทางการส่งข้อมูลได้หลายวิธี
ง. เครือข่ายแบบไร้สายเป็นเครือข่ายที่มีข้อผิดพลาดในการส่งข้อมูลน้อย

9. ข้อใดหมายถึง โปรโตคอล
ก. รูปแบบการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่าย
ข. มาตรฐานการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ค. ภาษากลางที่ใช้สื่อสารเพื่อติดต่อกันในเครือข่าย
ง. คุณสมบัติหนึ่งของมาตรฐาน IEEE 802
10. ISO โมเดล คือข้อใด
ก. องค์การระหว่างประเทศเพื่อกำหนดรูปแบบการติดต่อเครือข่าย
ข. มาตรฐานการสื่อสารคอมพิวเตอร์ระบบเปิด
ค. วิธีการเชื่อมต่อเครือข่ายวิธีหนึ่ง
ง. สมาคมเพื่อการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเครือข่าย

11. ข้อใดกล่าวถึง IEEE ได้ถูกต้องที่สุด
ก. เป็นสถาบันกำหนดมาตรฐานของโปรโตคอล ที่ใช้เชื่อต่อ LAN
ข. วิธีการเชื่อต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์กับเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ค. สมาคมเพื่อการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลบนระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ง. องค์การระหว่างประเทศเพื่อกำหนดระดับของเครือข่าย

12. สิ่งใดในเครือข่ายที่ผู้ใช้ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้
ก. File Sever
ข. Network Interface Card
ค. Printer
ง. Application

13. Wirless LAN หมายถึงข้อใด
ก. เครือข่าย LAN ที่ใช้สาย UTP ในการเชื่อมต่อ
ข. เครือข่าย LAN ที่ใช้สาย Coxcial ในการเชื่อมต่อ
ค. เครือข่าย LAN ที่ใช้สาย Fiber Optic ในการเชื่อมต่อ
ง. เครือข่ายที่ไม่ใช้สายในการเชื่อมต่อแต่ใช้คลื่นวิทยุแทน

14. ข้อใดกล่าวถึงประโยชน์ของเครือข่าย LAN ไม่ถูกต้อง
ก. การใช้อุปกรณ์เก็บข้อมูลร่วมกัน หมายถึง การเก็บข้อมูลที่ File Sever
ข. การใช้อุปกรณ์ต่อพ่วงร่วมกัน หมายถึง การใช้อุปกรณ์ทุก ๆ อุปกรณ์ที่ต่อเชื่อมในระบบ
ค. การใช้งานในลักษณะผู้ใช้หลาย ๆ คน ผู้ใช้ทุกคนใช้โปรแกรมหรือข้อมูลทุกอย่างจากทุก ๆ แหล่งข้อมูลในระบบเครือข่าย
ง. การใช้โปรแกรมร่วมกัน หมายถึง ตัวโปรแกรมเป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับ LAN ได้โดยติดตั้งที่เครื่อง Sever เพียงแหล่งเดียว และ Sever จะคอยบริการซอฟต์แวร์ให้กับคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย
15. สิ่งใดต่อไปนี้มีความจำเป็นต้องใช้ในการเชื่อต่อเครือข่ายแบบ BUS น้อยที่สุด
ก. LAN Card
ข. Network Operating System
ค. HUB
ง. Topology

16. อุปกรณ์ในข้อใดทำหน้าที่แปลงสัญญาณจากสัญญาณอนาล๊อคเป็นสัญญาณดิจิตอลหรือจากสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล๊อค
ก. User Card
ข. LAN Card
ค. Network Interface Card
ง. ข้อ ข. และ ค. ถูก

17. สายสัญญาณใดมีความสามารถในการส่งสัญญาณเร็วที่สุด
ก. Coaxial Cable
ข. Shielded Twisted Pair Cable
ค. Unshielded Twisted Pair Cable
ง. Fiber Optic Cable

18. สายโคแอ๊กเชียลมีโครงสร้างที่เหมือนกับสายใดในบ้านเรา
ก.สายโทรศัพท์
ข. สายอากาศทีวี
ค. สายไฟ
ง. สายลวดทองแดง

19. สายคู่บิดเกลียวมีโครงสร้างที่เหมือนกับสายใดในบ้านเรา
ก.สายโทรศัพท์
ข. สายอากาศทีวี
ค. สายไฟ
ง. สายลวดทองแดง

20. ข้อดีของสายคู่บิดเกลียวคือ
ก. ราคาแพง
ข. เป็นสายที่เปราะและหักในได้ง่าย
ค. เกิดสัญญาณรบกวนได้ง่าย
ง. ถูกทั้งข้อ ข. และ ค

21. สายสัญญาณประเภทใดที่มีราคาแพงที่สุด
ก. สายโคแอ๊กเชียล
ข. สายไฟเบอร์ออฟติก
ค. สายยูทีพี
ง. สายเอสทีพี

22 ข้อใดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมเครือข่ายสองระบบเข้าด้วยกัน
ก. HUB
ข. Connecter
ค. Router
ง. Conectrator

23. Terminator มีหน้าที่อย่างไร
ก. เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ต่อหัวเข้ากับสาย
ข. อุปกรณ์ที่ใช้ปิดสัญญาณหัวท้ายเครือข่ายเพื่อป้องกันสัญญาณรั่ว
ค. แผงวงจรที่เสียบกับเครื่องเพื่อเชื่อมสายต่อเป็นเครือข่าย
ง. อุปกรณ์ศูนย์กลางของสายส่งสัญญาณรับทาวงเดียวออกหลายทาง หรือรับหลายทางออกทางเดียว

24. HUB หมายถึงข้อใด
ก. เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ต่อหัวเข้ากับสาย
ข. อุปกรณ์ที่ใช้ปิดสัญญาณหัวท้ายเครือข่ายเพื่อป้องกันสัญญาณรั่ว
 ค. แผงวงจรที่เสียบกับเครื่องเพื่อเชื่อมสายต่อเป็นเครือข่าย
ง. อุปกรณ์ศูนย์กลางของสายส่งสัญญาณรับทาวงเดียวออกหลายทาง หรือรับหลายทางออกทางเดียว

25. ข้อใดเป็นลักษณะของสาย UTP
ก. เหมือนสายสัญญาณโทรศัพท์มีทองแดงอยู่ตรงแนวกลางหุ้มด้วยฉนวนและสายดิน
ข. เหมือนสายโทรศัพท์ตามบ้านภายในประกอบด้วยสายทองแดง 4 เส้น และหุ้มด้วยฉนวนภายนอก
ค. คล้ายสายโทรศัพท์ตามบ้านภายในประกอบด้วยสายทองแดง 8 เส้น
ง. คล้ายสายโทรศัพท์ตามบ้านภายในประกอบด้วยสายทองแดง 8 เส้น ด้านนอกมีฉนวนหุ้ม

26. ข้อใดกล่าวถึง Topology ได้ถูกต้อง
ก. เหมือนสายสัญญาณโทรศัพท์มีทองแดงอยู่ตรงแนวกลางหุ้มด้วยฉนวนและสายดิน
ข. เหมือนสายโทรศัพท์ตามบ้านภายในประกอบด้วยสายทองแดง 4 เส้น และหุ้มด้วยฉนวนภายนอก
ค. คล้ายสายโทรศัพท์ตามบ้านภายในประกอบด้วยสายทองแดง 8 เส้น
ง. คล้ายสายโทรศัพท์ตามบ้านภายในประกอบด้วยสายทองแดง 8 เส้น ด้านนอกมีฉนวนหุ้ม

27. หากระบบเครือข่ายที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ใดที่ทำให้ระบบนั้นสามารถเชื่อมโยงกันได้
ก. Router
ข. Geteway
ค. Repeater
ง. Bridge

จงใช้คำตอบต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 28- 30
ก. การเชื่อมต่อที่ทุก ๆ work Station จะใช้สายในการเดินทางข้อมูลร่วมกัน
ข. การเชื่อมต่อที่ทุก ๆ work Station มาเชื่อมต่อรวมกันกับอุปกรณ์ตัวกลาง
ค. การเชื่อมต่อที่ทุก ๆ work Station มาเชื่อมกัน ซึ่งมีลักษณะคล้ายวงกลม
ง. การเชื่อมต่อที่ทุก ๆ work Station มารวมกัน โดยใช้รูปแบบวิธีการของข้อ ก ข ค มาต่อแบบผวมผสาน

28. การเชื่อต่อเครือข่ายแบบ Ring
29. การเชื่อต่อเครือข่ายแบบ Bus
30. การเชื่อต่อเครือข่ายแบบ Star

31. Topology แบบใดที่ต้องมีสายสัญญาณเท่ากับหรือมากกว่าจำนวนเครื่องที่ใช้งานในเครือข่าย
ก. BUS
ข. STAR
ค. RING
ง. Ethernet

32. จากข้อ 31 Topology นี้มีข้อดีทางด้านใด
ก. เป็น Topology ที่ง่ายต่อการติดตั้งสามารถเชื่อต่อเข้ากับสายแกนหลักได้ทันที
ข. หากสายสัญญาณหลุดหรือเสียหายก็ไม่มีผลกระทบต่อระบบ
ค. ใช้สายส่งข้อมูลน้อย ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย
ง. ถูกทั้งข้อ ก และ ข

คำตอบต่อไปนี้ใช้ตอบคำถามข้อ 33 ? 38
ก. BUS
ข. STAR
ค. RING
ง. Ethernet

33. การเชื่อต่อเครือข่ายแบบใดที่มีการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบ Loop
34. การเชื่อมต่อเครือข่ายรูปแบบใดที่เปรียบเหมือนถนนข้อมูล Highway
35. การเชื่อมต่อเครือข่ายรูปแบบใดที่ต้องมีอุปกรณ์จุดศูนย์กลางที่เรียกว่า HUB เป็นตัวช่วย
36. ?ต้องใช้สายจำนวนมากเมื่อเปรียบเทียบกับการเชื่อมต่อชนิดอื่น? คำกล่าวนี้เป็นข้อจำกัดของการเชื่อมต่อรูปแบบใด
37. ?หากมีเส้นใดเส้นหนึ่งหลุดไปหรือเสียจะทำให้ระบบนี้หยุดการทำงานทันที? เป็นข้อเสียของการเชื่อมต่อรูปแบบใด
38. รูปแบบการเชื่อมต่อแบบใดหากมีจุดผิดพลาดหรือทำงานขัดข้องจะหาง่ายและไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานทั้งระบบ

39.Repeater รีพีเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ไว้ทำอะไร
ก. ช่วยให้ระบบต่าง ๆ สามารถทำงานร่วมกันได้
ข. ช่วยให้ระบบที่มีโปรโตคอลต่างกัน สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกัน
ค. ช่วยให้ระบบสามารถช่วยยืดระยะทางไปได้ไกลกว่าเดิม
ง. เป็นอุปกรณ์ที่ดักสัญญาณรบกวนภายในเครือข่าย

40. ข้อใดให้ความหมายของโปรแกรมไดร์เวอร์ได้ดีที่สุด
ก. คือชุดโปรแกรมที่ผู้ชื้อต้องเขียนขึ้นมาเพื่อจัดการกับอุปกรณ์
ข. คือชุดโปรแกรมที่บริษัทผู้ผลิต ๆ ขึ้นมา ซึ่งผู้ชื้อจะได้มาพร้อมกับการซื้ออุปกรณ์นั้น และนำอุปกรณ์นั้นติดตั้งลงในคอมพิวเตอร์ พร้อมกับชุดโปรแกรมที่แนบมา เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์นั้นได้
ค. คือชุดโปรแกรมที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้งานเฉพาะอุปกรณ์ด้านเครือข่าย เพื่อให้การทำงานบนเครือข่ายมีประสิทธิภาพสูงสุด
ง. คือฮาร์ดแวร์หรืออุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่เป็นลักษณะ Plug & Play สามารถเสียบแล้วใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องทำการติดตั้งโปรแกรมชุดใด ๆ


ตอนที่ 2จงทำเครื่องหมาย  / ข้อที่เห็นว่าถูก และเครื่องหมาย X ข้อที่เห็นว่าผิด ( ทำในกระดาษช่อง ข )

41. โปรโตคอลที่ใช้กันในเครือข่ายจะมีเพียงโปรโตคอลเดียวที่กำหนดเป็นมาตรฐาน
42. การประมวลผลแบบกระจายจะเพิ่มภาระการทำงานของศูนย์บริการมาก
43. HUB เป็นอุปกรณ์ที่เป็น Repeater ในตัว
44. การต่อระบบเครือข่ายนั้นจะต้องต่อแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถที่จะนำมาผสมกันได้
45. เครือข่ายประเภทที่ได้ชื่อว่า Metropolitan Area Network จัดได้ว่าเป็นเครือข่ายที่ตั้งใช้งานอยู่ในบริเวณที่อยู่ในอาคารเดียวกัน หรือละแวกเดียงกัน
46. Topology หมายถึง รูปแบบ/วิธีการ ของการเชื่อต่อของระบบเครือข่าย
47. ระบบปฏิบัติการที่ใช้บนเครือข่าย เช่น DOS  WINDOWS  95
48. MULTIUSER หมายถึงการทำงานในลักษณะที่ผู้ใช้สามารถใช้โปรแกรมหรือข้อมูลจากแหล่งเดียวกันหลาย ๆ คน
49. ระบบเครือข่ายจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ เครือข่าย WAN และ LAN
50. Application Software คือ ซอฟต์แวร์ที่สร้างขั้นมาเฉพาะงานด้านใดด้านหนึ่ง เช่น WORD

ตอนที่ 3จากข้อต่อไปนี้จงนำข้อความข้างล่างมาจับคู่เพื่อให้มีความหมายตรงกัน ( ทำในกระดาษคำตอบในช่อง ข)
51. HUB
52. Router
53. Coaxial Cable
54. Terminator
55. Netware
56. Shielded Twisted Pair
57. Network Interface Card
58. Electronic Mail
59. Local Area Network
60. Wireless LAN

A.   แผงวงจรเครือข่ายที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณการรับ ? ส่งข้อมูล
B.   อุปกรณ์ใช้ปิดสัญญาณหัวท้ายของเครือข่ายที่สามารถใช้อุปกรณ์ร่วมกัน
C.   ความสามารถหนึ่งของเครือข่ายที่สามารถใช้อุปกรณ์ร่วมกัน
D.   อุปกรณ์อย่างหนึ่งที่เชื่อมเครือข่ายสองระบบให้เข้าเป็นระบบเดียวกัน
E.   อุปกรณ์เครือข่ายที่รับสัญญาณมาทางเดียว แล้วกระจายไปหลายทาง หรือรับข้อมูลจากหลายทางแล้วส่งไปทางเดียว
F.   การส่งข้อมูลข่าวสารถึงกันในลักษณะจดหมายโดยผ่านคอมพิวเตอร์
G.   ระบบเครือข่ายที่ไม่ต้องใช้สัญญาณในการเชื่อมต่อ แต่ใช้สัญญาณคลื่นวิทยุแทน
H.   สายสัญญาณชนิดหนึ่งที่ใช้เชื่อมต่อระบบ LAN มี 8 เส้น สายชนิดนี้จะไม่มีซีลหุ้มเพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน
I.   สายสัญญาณชนิดหนึ่งที่ใช้เชื่อต่อระบบ LAN มี 8 เส้น สายชนิดนี้จะไม่มีซีลหุ้มเพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน
J.   สายสัญญาณชนิดหนึ่งที่คล้ายสายโทรศัพท์ มีฉนวนและสายดินประกอบ
K.   ระบบเครือข่ายชนิดหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นเครือข่ายระดับบริเวณ
L.   Network Operating System
M.   การทำงานในระดับที่มีผู้ใช้หลายคน สามารถดึงข้อมูลจากแหล่งเดียวกันได้

อันนี้ไม่มีเฉลยลองทำไปก่อนเน้อ


แบบทดสอบตอนที่ 1

จงวงกลมล้อมรอบตัวเลือกที่ถูกที่สุด
1.  ทักษะต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  เรียกว่าอะไร
   ก.   ความชำนาญทางคอมพิวเตอร์      ข.  การรับรู้ด้านคอมพิวเตอร์
   ค.   การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์      ง.   เครือข่ายคอมพิวเตอร์
   จ.   การตื่นตัวทางคอมพิวเตอร์
2.  ตัวเลือกในข้อใดประกอบด้วย คีย์บอร์ด  เมาส์  จอภาพ  หน่วยระบบ  และอุปกรณ์อื่น ๆ
   ก.   บุคลากร            ข.   ระเบียบปฏิบัติการ
   ค.   ฮาร์ดแวร์            ง.   หน่วยระบบ
   จ.   สารสนเทศ
3.  ซอฟต์แวร์ระบบในข้อใดที่สำคัญที่สุด
   ก.   โปรแกรมประมวลผลคำ      ข.   โปรแกรมระบบจักการฐานข้อมูล
   ค.   โปรแกรมระบบปฏิบัติการ      ง.   ซอฟต์แวร์ประยุกต์
   จ.   ระบบสารสนเทศ
4.  โปรแกรมเบราว์เซอร์  โปรแกรมประมวลผลคำ  และโปรแกรมตารางคำนวณ  เป็น
     โปรแกรมประเภทใด
   ก.  ซอฟต์แวร์ประยุกต์พิเศษ      ข.  ซอฟต์แวร์ประยุกต์เอนกประสงค์
   ค.  ซอฟต์แวร์ขั้นสูง         ง.  โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์
   จ.  โปรแกรมสื่อประสม        
5.  โน้ตบุ๊กคอมพิวเตอร์  เรียกอย่างหนึ่งว่าอะไร
   ก.  พีดีเอ            ข.  คอมพิวเตอร์วางตัก
   ค.  ปาล์มท็อปคอมพิวเตอร์      ง.  คอมพิวเตอร์ขนาดกลาง
   จ.  มินิคอมพิวเตอร์
6.  คำที่ใช้แทนหน่วยความจำชั่วคราวคือคำใด
   ก.  พีดีเอ            ข.  ซีดี
   ค.  แรม               ง.  ดีวีดี      จ.  ไอที


7.  ดิสก์ประเภทใดที่ใช้เทคโนโลยีแสงเลเซอร์
   ก.  ฮาร์ดดิสก์            ข.  ฟล็อปปี้ดิสก์
   ค.  จานแสง            ง.  ดิสเก็ต
   จ.  ฮาร์ดแวร์
8.  ไฟล์ที่ประกอบด้วยเอกสารประกอบการบรรยายสำหรับผู้ฟัง  บันทึกสำหรับผู้พูด  และ
      สไลด์อิเล็กทรอนิกส์  เป็นไฟล์ประเภทใด
   ก.  ไฟล์เอกสาร            ข.  ไฟล์ฐานข้อมูล
   ค.  ไฟล์แผ่นตารางทำการ         ง.  ไฟล์การนำเสนอ
   จ.  ฟล็อปปี้ดิสก์
9.  คำที่ใช้อ้างอิงถึงอุปกรณ์สื่อสารแบบเคลื่อนที่ที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง คือคำใด
   ก.  ภาวะเชื่อมต่อ            ข.  การปฏิวัติไร้สาย
   ค.  อินเตอร์เน็ต            ง.  ความชำนาญทางคอมพิวเตอร์
   จ.  เวิลด์ไวด์เว็บ
10.  เครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก  เรียกว่าอะไร
   ก.  อินเตอร์เน็ต            ข.  เวิลด์ไวด์เว็บ
   ค.  เว็บไซต์            ง.  เว็บ
   จ.  การปฏิวัติไร้สาย

แบบทดสอบตอนที่ 2
จงวงกลมล้อมรอบตัวเลือกที่ถูกที่
1.  อินเตอร์เน็ตเกิดขึ้นในปี  ค.ศ.  1969  ขณะที่สหรัฐอเมริกาค้นพบพัฒนาเครือข่าย    
     ของประเทศเรียกว่า________________
        ก.  ARPANET                                ข.  CERN
        ค.  The   Web                              ง.  WWW
        จ.  RC
2.  ________________ใช้สายโทรศัพท์และมีเขตบริการเฉพาะบางพื้นที
    ก.  ผู้ใช้บริการแบบไร้สาย                ข.  ผู้ให้บริการครอบคลุมทั้งพื้นที่
        ค.  ผู้ให้บริการท้องถิ่น                        ง.  ผู้ให้บริการบางพื้นที่
        จ.  ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเพื่อการค้า
3.  เว็บ_____________เป็นคอมพิวเตอร์ที่เก็บเอกสารและแบ่งปันให้ผู้อื่นได้ร่วมใช้งาน
        ก.  เอเจนต์                                ข.  เบราว์เซอร์
                ค.  ค้นหา                                ง.  เซิร์ฟเวอร์
        จ.  เพจ
4.  ถ้าต้องการมีส่วนร่วมในการสนทนาจะต้องเลือก________________จึงจะสามารถสื่อสารกับคน
     อื่นได้เหมือนกับการพูดคุยกันจริง ๆ
        ก.  signal                                ข.  Index
        ค.  engine                                ง.  List
        จ.  channel
5.  ________________เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์  เปิดและส่งผ่านข้อมูล  แสดงข้อความและรูปภาพ
     มีส่วนติดต่อกับผู้ใช้สำหรับผู้ใช้อินเตอร์เน็ตและเว็บไม่ซับซ้อน
        ก.  บอต                                        ข.  เบราว์เซอร์
                ค.  จาวา                                        ง.  โปรแกรมเว็บอรรถประโยชน์
        จ.  วิชาร์ด.


6.  การค้นหาแบบไดเรกเทอรีหรือ________________คุณสามารถเลือกประเภท  และกำหนด
     สารสนเทศที่ต้องการในกรอบแคบ ๆ ได้
                 ก.  แพ็กเก็ต                                ข.  คำสำคัญ
        ค.  ดัชนี                                        ง.  คำเฉพาะทาง
        จ.  หัวเรื่อง
7.  การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบ____________บุคคลสามารถขายสินค้าไปยังบุคคลอื่นได้โดย
    ไม่ต้องพบกัน
                ก.  C2C                                        ข.  B2C
        ค.  B2B                                        ค.  C2I5
        จ.  2I
8.  _____________เป็นการซื้อขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ต
        ก.  แชต                                        ข.  การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
        ค.  เอฟทีพี                                    ง.  บัญชีจ่าหน้า
        จ.  ยูสเน็ต
9.  _____________เป็นโปรแกรมที่โหลดมาอัตโนมัติและทำงานในเป็นส่วนหนึ่งของเบราว์เซอร์
        ก.  ปลั๊กอิน                                  ข.  ยูทิลิตี
        ค.  บิต                                        ง.  เอเจนต์
        จ.  แอพเพล็ต
10.  _____________เป็นอาชญากรที่มีความสามารถพิเศษในการขโมย  และใช้บัตรเครดิตของผู้อื่น
        ก.  Client                                ข.  Carders
        ค.  Servers                                ง.  Telnetters
        จ.  Agents
แบบทดสอบตอนที่ 3

จงวงกลมล้อมรอบตัวเลือกที่ถูกที่สุด
1.  ซอฟต์แวร์ประยุกต์อเนกประสงค์มีอีกชื่อหนึ่งว่าอะไร
    ก.  ชุดซอฟต์แวร์                                ข.  ซอฟต์แวร์ระดับสูง
        ค.  ซอฟต์แวร์พื้นฐาน                        ง.  ซอฟต์แวร์เฉพาะด้าน
    จ.  ไม่มีข้อใดถูก
2.  มัลติมีเดีย  การเขียนเว็บ  กราฟิก  และความจริงเสมือน  จัดอยู่ในซอฟต์แวร์ประเภทใด
        ก.  ซอฟต์แวร์เฉพาะ                        ข.  ซอฟต์แวร์ทั่วไป
        ค.  ซอฟต์แวร์พื้นฐาน                        ง.  ซอฟต์แวร์เกี่ยวกับการค้า
        จ.  ข้อ  ข.  และ  ค.  ถูก                      
3.  ________เป็นสูตรที่ทำขึ้นไว้ล่วงหน้าสำหรับการคำนวณ
        ก.  ฟังก์ชั่น                                ข.  แมโคร
        ค.  แม่แบบ                                ง.  เครื่องคำนวณ
        จ.  ไม่มีข้อใดถูก
4.  ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์จะมีการเก็บข้อมูลอยู่ในรูปแบบของอะไร
        ก.  ฟิลด์                                        ข.  คอลัมน์
        ค.  เรคคอร์ด                                ง.  ตาราง
        จ.  แถว
5.  ระบบจัดการฐานข้อมูลประกอบด้วยตารางที่สร้างขึ้นจากแถวหรือที่เรียกว่า_________
     และคอลัมน์หรือที่เรียกว่า_________
        ก.  ฟิลด์ , เรคคอร์ด                        ข.  เรคคอร์ด , ฟิลด์
        ค.  ที่อยู่ , ฟิลด์                                ง.  ช่วงข้อมูล , แผ่นงาน
        จ.  เรคคอร์ด , ช่วงข้อมูล
6.  โปรแกรมกราฟิกเพื่อการนำเสนอส่วนใหญ่จะมีการจัดเตรียม_________เพื่อช่วยแนะนำ
      ผู้ใช้ทีละขั้นในการสร้างงานนำเสนอ
        ก.  ไดอะล็อกบ๊อกซ์                        ข.  ไอคอน
        ค.  การจัดรูปแบบ                           ง.  แถบเมนู
        จ.  วิชาร์ด

7.  ไฟล์ที่รับวัตถุสำหรับเชื่อมโยงหรือฝังตัวเรียกว่าอะไร
        ก.  ไฟล์ปลายทาง                        ข.  ไฟล์ต้นทาง
                ค.  ไฟล์เค้าร่าง                                ง.  ไฟล์สนับสนุน
        จ.  ไฟล์แหล่งข้อมูล
8.  การที่วัตถุในไฟล์ปลายทางถูกปรับปรุงโดยอัตโนมัติเมื่อมีการแก้ไขไฟล์แหล่งข้อมูลนั้น  วัตถุ
     นั้นจะถูกต้อง_________
    ก.  ฝังตัว                                ข.  เชื่อมโยง
        ค.  แทนที่                                ง.  ตัดสินใจ
        จ.  แก้ไข
9.  ซอฟต์แวร์ใดที่มีการรวบรวมความสามารถของโปรแกรมประมวลผลคำ  แผ่นตารางทำการ
     ระบบการจัดการฐานข้อมูลและอื่น ๆ  ให้อยู่ในโปรแกรมเดียวกัน
        ก.  ซอฟต์แวร์                                 ข.  ชุดซอฟต์แวร์
                ค.  ซอฟต์แวร์บูรณาการ                     ง.  ผู้จัดการโปรแกรม&
        จ.  ไม่มีข้อถูก

10.  ชุดซอฟต์แวร์___________รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่าชุดซอฟต์แวร์ช่วยเพิ่มผลผลิต
        ก.  ส่วนบุคคล                                ข.  อรรถประโยชน์
        ค.  เฉพาะด้าน                                ง.  ระดับสูง
                จ.  ธุรกิจ

แบบทดสอบตอนที่ 4
1.  ______________แสดงการไหลของข้อมูล  และโครงสร้าง  ในการนำเสนอสื่อประสม
        ก.  แผนภาพกราฟิก                        ข.  ผังเรื่องราว
        ค.  การนำเสนอสื่อประสม                ง.  โปรแกรมแก้ไขภาพ
        จ.  สภาพแวดล้อมเสมือน
2.  ______________ทำให้สามารถตัดต่อ  ใส่ลูกเล่นเพิ่ม  และเพิ่มวีดีโ อดิจิทัลได้
        ก.  ซอฟต์แวร์ตัดต่อวีดีโอ                        ข.  ซอฟต์แวร์ตัดต่อเสียง
        ค.  โปรแกรมวาดภาพ                        ง.  เบราว์เซอร์
        จ.  แอนนิเมชัน
3.  _______________เน้นการออกแบบเพจ  และการวางรูปแบบกระดาษซึ่งยืดหยุ่นกว่าโปรแกรม
    ประมวลผลคำ
        ก.  โปรแกรมจัดพิมพ์เอกสารแบบตั้งโต๊ะ        ข.  โปรแกรมสร้างภาพกราฟิก
        ค.  โปรแกรมสร้างเว็บเพจ                ง.  โปรแกรมสร้างสื่อประสม
    จ.  โปรแกรมแฟลช
4.  _______________แสดงข้อความที่เคลื่อนไหวได้  และมีการโต้ตอบที่ซับซ้อน
        ก.  วีอาร์                                ข.  โปรแกรมสร้างภาพกราฟิก
                ค.  ชุดกราฟิก                          ง.  แอนนิเมชัน
        จ.  ภาพเวกเตอร์
5.  ระบบผู้เชี่ยวชาญ  ใช้_____________ในการเก็บค่าความจริงเฉพาะ  และกฎสำหรับการตัดสินใจ
        ก.  หุ่นยนต์                                    ข.  ฟัซซี่ลอจิก
        ค.  ผังเรื่องราว                                ง.  ฐานความรู้
                จ.  ปฏิกิริยาตอบสนอง
6.  ระบบผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ใช้_______________ที่อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถตอบคำถามใกล้เคียง
     กับมนุษย์ได้
                ก.  แพ็กเก็ต                                ข.  ฟัซซี่ลอจิ
        ค.  หุ่นยนต์                                ง.  ผังเรื่องราว
        จ.  ภาพเวกเตอร์

7.  ตำรวจและทหาร  ใช้____________เป็นอุปกรณ์สำหรับบอกที่ตั้งและเก็บฉัน้วัตถุระเบิด
        ก.  หุ่นที่เคลื่อนที่ได้                        ข.  โอเอสไอ
        ค.  หุ่นยนต์โรงงาน                        ง.  ระบบรับรู้
        จ.  ฟัซซี่ลอจิก
8.  _____________เชื่อมโยงหน้าที่เกี่ยวข้องกันไว้ด้วยกันในรูปแบบการนำเสนอสื่อประสม:
      ก.  หุ่นยนต์                                 ข.  บิตแมพ
        ค.  ปุ่ม                                        ง.  เวกเตอร์
        จ.  การโต้ตอบ
9.  สัญชาตญาณ  การจำ  และการให้เหตุผล  ใช้ในการแก้ปัญหาแบบ_____________
        ก.  โครงสร้าง                                ข.  ไม่มีโครงสร้าง
        ค.  ฐานความรู้                                ง.  ทั้งข้อ  ก.  และข้อ  ข.
        จ.  ไม่มีข้อถูก
10.  โปรแกรมสำหรับวาดภาพ  ใช้สำหรับการแก้ไข______________ในขณะที่โปรแกรมสำหรับ
        แก้ไขภาพใช้สำหรับการแก้ไข________________
        ก.  ภาพบิตแมพ , ภาพเวกเตอร์                ข.  ภาพเวกเตอร์ , ภาพบิตแมพ
                ค.  การเชื่อมโยง , ปุ่ม                        ง.  การเชื่อมโยง , ภาพบิตแมพ
        จ.  ภาพกราฟิก , แอนนิเมชัน

แบบทดสอบตอนที่ 5
จงวงกลมล้อมรอบตัวเลือกที่ถูกที่สุด
1.  โปรแกรมอรรถประโยชน์  หมายถึง_____________
        ก.  ระบบปฏิบัติการ                        ข.  ยูทิลิตี.
        ค.  ดีไวซ์ไดรเวอร์                        ง.  ตัวแปลภาษา
                 จ.  ส่วนติดต่อกับผู้ใช้
2.  _______________เป็นโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อให้อุปกรณ์รับเข้า  และอุปกรณ์ส่งออก
     สามารถติดต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ได้
        ก.  ยูทิลิตี                                ข.  ทรัพยากร
        ค.  ดีไวซ์ไดรเวอร์                        ง.  จียูไอ
        จ.  หน้าต่าง
3.  ตัวแปลภาษา ทำหน้าที่แปลโปรแกรมภาษาโปรแกรมให้อยู่ในรูป_______________
        ก.  ภาษาเครื่อง                                ข.  ยูนิกซ์
                ค.  โปรแกรมอรรถประโยชน์                ง.  ระบบปฏิบัติการ
        จ.  ไม่มีข้อใดถูกต้อง

4.  ระบบปฏิบัติการที่ใช้บนเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ  หมายถึง______________
        ก.  ระบบปฏิบัติการแบบเครือข่าย                ข.  ระบบปฏิบัติการแบบฝังตัว
        ค.  ระบบปฏิบัติการแบบไคลแอนด์               ง.  แมคโอเอส
        จ.  ระบบปฏิบัติการแบบเดสก์ท็อป
5.  ระบบปฏิบัติการ____________ออกแบบมาเพื่อดำเนินงานกับไมโครโพรเซสเซอร์ของอินเทล
        ก.  วินโดวส์                                ข.  แมคโอเอส
        ค.  ลีนุกซ์                                  ง.  ยูนิกซ์
        จ.  นอร์ตัล
6.  ระบบปฏิบัติการ____________เป็นระบบปฏิบัติการแบบเครือข่าย  ที่ในระยะเริ่มต้นของการ
      พัฒนาออกแบบมาเพื่อใช้กับเครื่องมินิคอมพิวเตอร์
        ก.  วินโดวส์                                ข.  แมคโอเอส
        ค.  ลีนุกซ์                                   ง.  ยูนิกซ์
                จ.  นอร์ตัล
7.  หากต้องการลบโปรแกรมที่ไม่ต้องการใช้งาน  รวมถึงไฟล์ที่เกี่ยวข้องออกจากฮาร์ดดิสก์  ควร
     เลือกใช้______________
        ก.  โปรแกรมสำรองข้อมูล                ข.  โปรแกรมปรับแก้ปัญหา
                ค.  โปรแกรมบีบอัดไฟล์                   ง.  โปรแกรมป้องกันไวรัส3
        จ.  โปรแกรมยกเลิกการติดตั้ง      
8.  ไฟล์ซึ่งถูกแตกออกเป็นส่วนเล็ก ๆ  เพื่อให้บันทึกลงในเนื้อที่ว่างของฮาร์ดดิสก์ที่เหลืออยู่ได้
      เรียกว่า______________      
        ก.  Compressed                                ข.  Fragmented
        ค.  Lost                                      ง.  Uninstalled
        จ.  ไม่มีข้อใดถูกต้อง
9.  ______________เป็นโปรแกรมยูทิลิตีที่ช่วยรวมไฟล์ให้เป็นเนื้อที่ต่อเนื่องกัน  และจัดระบบเนื้อ
     ที่ว่างบนดิสก์ให้อยู่ในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
        ก.  Disk  Cleanup                        ข.  Active  Desktop
    ค.  Sherlock                             ง.  Disk  Defragmenter
    จ.  Resource  Locator
10.  Norton  SystemWorks  จัดเป็น_____________
        ก.  Web  service                           ข.  Troubleshooting  program
        ค.  Utility                                ง.  Utility  Suite
        จ.  ไม่มีข้อใดถูกต้อง

แบบทดสอบตอนที่ 6

จงวงกลมล้อมรอบตัวเลือกที่ถูกที่สุด
1.  หน่วยระบบเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอะไร
        ก. ตู้ระบบ                                      ข. แผงวงจรหลัก
        ค. ตู้ระบบและแชสซี                        ง. แชสซีและแผงวงจรหลัก
        จ. แชสซี
2.  ______________ เป็นคอมพ
น้องตี๋เล็ก:
2.  ______________ เป็นคอมพิวเตอร์มือถือที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
        ก. หน่วยความจำแรม                        ข. คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก
                ค. พีดีเอ                                        ง. ซีพียู
        จ. ตู้ระบบ
3.  แอสกี เอบซีดิก และ ยูนิโค้ด เป็นตัวอย่างของ  ______________
        ก. ระบบสองสถานะ                        ข. วงจรรวม
        ค. รูปแบบการเข้ารหัสเลขฐานสอง        ง.การ์ดอะแด็ปเตอร์
        จ. ไม่มีข้อถูก
4.  ______________ เชื่อมต่อการ์ดหรือแผงวงจรไฟฟ้าเข้ากับแผงวงจรหลัก
        ก. สล็อต                                ข. ส่วนเชื่อมต่อสำหรับส่งข้อมูล
        ค. ยูนิโค้ด                                ง. พีซีการ์ด
        จ. พอร์ต
5.  หน่วยความจำแรมเป็นหน่วยความจำชนิดใด
        ก. หน่วยความจำแบบถาวร                   ข. หน่วยความจำแบบชั่วคราว
        ค. หน่วยความจำแฟลช                        ง. หน่วยความจำสมาร์ทการ์ด
                จ. หน่วยความจำขยาย
6.  หน่วยความจำ______________ เป็นพื้นที่เก็บข้อมูลชั่วคราวที่มีความเร็วสูง โดยคอมพิวเตอร์จะ
     ตรวจเช็คว่าข้อมูลใดที่มีการใช้งานบ่อยๆ แล้วคัดลอกคำสั่งนั้นมาเก็บไว้
        ก. ซีมอส                                      ข. รอม
        ค. แคช                                        ง. แฟลชแรม
                จ. แฟลชรอม


7.  ROM รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ______________
        ก. เซมิคอนดัคเตอร์                        ข. สล็อต
        ค. อะแด็ปเตอร์                                ง. เครือข่าย
        จ. เฟิร์มแวร์
8.  อะไรคือกลุ่มของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์มาตรฐานที่เมื่อนำอุปกรณ์ติดตั้งเข้ากับส่วนบอร์ดเพิ่ม
     ขยายแล้วอุปกรณ์ชนิดนั้นใช้งานได้ทันที
        ก. พลักแอนด์เพลย์                        ข. ยูนิโค้ด
        ค. หน่วยระบบ                                ง. ISA
        จ. ไม่มีข้อใดถูก
9.  _____________ ใช้สำหรับส่งข้อมูลและเชื่อมต่อส่วนต่างๆ เข้ากับซีพียู คืออะไร
    ก. อะแด็ปเตอร์                                ข. พอร์ตขนาน
        ค. พอร์ตอนุกรม                                ง. ISA
    จ. เส้นทางบัส
10.  ชิปที่สามารถปรับเปลี่ยนค่าต่างๆ สำหรับระบบคอมพิวเตอร์ได้ ภายในประกอบด้วยข้อมูล 
     สำคัญที่ระบบคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องใช้งานทุกครั้งเมื่อเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์
        ก. รอม                                        ข. แรม
    ค. TCP/IP                 ง. ซีมอส
        จ. ALU
แบบทดสอบตอนที่ 7

จงวงกลมล้อมรอบตัวเลือกที่ถูกต้องที่สุด
1.  _____________ ใช้สำหรับควบคุมตัวชี้โดยเลื่อนนิ้วไปมาหรือเคาะบนพื้นผิวของแผ่นสัมผัส
   ก. แผ่นสัมผัส            ข. MICR
   ค. เมาส์               ง. ก้านควบคุม
   จ. ปากกาแสง
2.  เมาส์ _____________ เป็นเมาส์ชนิดที่ใช้แสงในการตรวจจับทิศทางเคลื่อนไหว
   ก. แบบกลไก            ข. แบบใช้สาย
   ค. แบบไร้สาย            ง. แบบชี้
   จ. แบบออพติคัล
3.  _____________ เป็นกล้องวิดีโอดิจิทัลชนิดหนึ่งที่สามารถจับภาพเคลื่อนไหวแล้วส่งผ่าน
     คอมพิวเตอร์ไปสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้
   ก. OMR               ข. สแกนเนอร์
   ค. อุปกรณ์ตรวจจับเครื่องหมาย      ง. เว็บแคม
   จ. เครื่องอ่านพิกัดกราฟิก
4.  _____________ ใช้กระดาษและปากกาธรรมดาวางบนแผ่นอิเล็กทรอนิกส์แล้วผู้ใช้เพียงเขียน 
      หรือวาดภาพลงบนกระดาษ
   ก. สแกนเนอร์แบบแท่นนอน      ข. เครื่องอ่านพิกัดกราฟิก
   ค. กล้องดิจิทัล            ง. แผ่นบันทึกดิจิทัล
   จ. สแกนเนอร์แบบพกพา
5.  _____________ เป็นมาตรฐานที่ทำให้เครื่องดนตรีสามารถเชื่อมต่อกับหน่วยระบบได้
   ก. UPC               ข. ffice:smarttags" />MIDI
   ค. OMR               ง. OCR
   จ. MICR
6.  อุปกรณ์แบบพกพาที่มีขนาดเท่ากับหนังสือและใช้ในการอ่านข้อมูลที่ดาวน์โหลดมาจาก
     อินเทอร์เน็ตคือ _____________
   ก. เครื่องอ่านแบบมือถือ         ข. เครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
   ค. ปากกาแสง            ง. เครื่องอ่านพิกัดกราฟิก
   จ. แผ่นบันทึกดิจิทัล
7.  _____________ เป็นเครื่องพิมพ์สำหรับงานเฉพาะโดยใช้ผลลัพธ์จากเครื่องอ่านพิกัดกราฟิก 
     หรืออุปกรณ์รับข้อมูลเข้าที่เป็นกราฟิกอื่นๆ
   ก. โทรสาร            ข. สแกนเนอร์แบบพกพา
   ค. เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท         ง. พล็อตเตอร์
   จ. เครื่องพิมพ์เทอร์มินัล
8.  ลำโพงและหูฟังเป็นอุปกรณ์ _____________ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย
   ก. อุปกรณ์รับข้อมูลเสียง         ข. เสียง
   ค. อุปกรณ์แสดงเสียง         ง. อุปกรณ์มัลติฟังก์ชัน
   จ. ส่วนตัว
9.  _____________ เป็นอุปกรณ์ที่รวมเอาความสามารถของสแกนเนอร์ เครื่องพิมพ์ เครื่องโทรสาร
     และเครื่องถ่ายเอกสารไว้ในเครื่องเดียวกัน
   ก. อุปกรณ์มัลติฟังก์ชัน         ข. อุปกรณ์ส่งออก
   ค. อุปกรณ์รับเข้า            ง. MICR
   จ. ดัมบ์เทอร์มินัล
10.  _____________ ใช้อินเทอร์เน็ตแทนการใช้ระบบโทรศัพท์ปกติในการทำให้บุคคลสามารถ
       ติดต่อสื่อสารกันได้
   ก. อุปกรณ์มัลติฟังก์ชัน         ข. โทรสาร
   ค. ดัมบ์เทอร์มินัล         ง. เทเลโฟน
   จ. อุปกรณ์ส่งออก



เฉลยคอมพิวเตอร์
1. เฉลยเรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ อินเตอร์เน็ต (ตอนที่ 1)
1.        ก        2.        ค        3.        ค        4.        ข        5.        ข        6.        ค        7.        ค        8.        ง        9.        ข        10.        ก

2. เฉลยเรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ อินเตอร์เน็ต (ตอนที่ 2)
1.  ก        2. ง        3. ง        4.  จ        5. ข        6. ค        7. ก        8. ข        9. ก        10.ข

3. เฉลยเรื่อง ซอฟต์แวร์ประยุกต์พื้นฐาน ตอนที่ 3
1. ค        2. ก        3. ก        4. ง        5. ข        6. จ        7. ก        8. ข        9. ค        10.จ
 
4. เฉลยเรื่อง ซอฟต์แวร์ประยุกต์พิเศษ ตอนที่ 4)
1.ข        2. ก        3. ก        4. ง        5. ง        6. ข        7.ก        8. ค        9. ข        10.  ข

5. เฉลยเรื่อง ซอฟต์แวร์ระบบตอนที่ 5
1.        ข        2.        ค        3.        ก        4.        จ        5.        ก        6.        ง        7.        จ        8.        ข        9.        ง        10.        ง

6. เฉลยเรื่อง หน่วยระบบตอนที่ 6)
1.        ก        2.        ค        3.        ค        4.        ก        5.        ข        6.        ค        7.        จ        8.        ก        9.        จ        10.        ง
7. เฉลยเรื่อง การรับเข้าและส่งออกข้อมูลตอนที่ 7
1.        ก        2.        จ        3.        ง        4.        ง        5.        ข        6.        ข        7.        ง        8.        ค        9.        ก        10.        ง

i_nunee:
ขอบคุณ หลาย

หน้าที่ของระบบปฏิบัติการ

หน้าที่ของระบบปฏิบัติการ
          ระบบปฏิบัติการจะอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ในลักษณะที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบกลไกการทำงาน  หรือฮาร์ดแวร์ของระบบ  แบ่งออกได้ดังนี้
1. ติดต่อกับผู้ใช้ (User  Interface)
คือ  ผู้ที่ใช้สามารถที่จะติดต่อหรือควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านทางด้านระบบปฏิบัติการ  โดยที่ระบบปฏิบัติการนั้นจะส่งข้อความตอบโต้ไปยังผู้ใช้เพื่อที่จะให้ผู้ใช้ป้อนคำสั่งหรือสั่งการด้วยอุปกรณ์รับข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่  ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างโปรมแกรมประยุกต์ต่างๆ   เพื่อติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ขณะที่เราใช้งานด้วย
2. ควบคุมดูแลอุปกรณ์และการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์
เนื่อง จากผู้ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านทางระบบปฏิบัติการ อาจไม่จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงหลักการทำงานภายในเครื่อง คอมพิวเตอร์  ดังนั้นระบบปฏิบัติการจึงต้องมีหน้าที่ควบคุมดูแลการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  เพื่อให้การทำงานของระบบเป็นไปได้อย่างถูกต้อง  และสอดคล้อง
3. จัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ  ในระบบ
ทรัพยากร  (Resource)  คือ  สิ่งที่ถูกใช้ไปเพื่อให้โปรแกรมดำเนินต่อไปได้  เช่น  หน่วยประมวลผล  (CPU)  หน่วยความจำ  (Memory)  อุปกรณ์รับและแสดงผลข้อมูล  (Input/Output)
ดัง นั้น  ระบบปฏิบัติการจะต้องจัดสรรทรัพยากรเหล่านี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด  ถ้าระบบปฏิบัติการสามารถจักสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพแล้ว  การทำงานของโปรแกรมต่าง ๆ  ก็สามารถทำให้ได้รวดเร็ว  และได้ปริมาณงานเพิ่มขึ้นด้วย


คุณสมบัติในการทำงาน
แบบหลายผู้ใช้ (Multi- user)
แบบมัลติโปรเซสซิ่ง (Multiprocessing)

แบบมัลติทาสกิ้ง (Multitasking)

แบบหลายผู้ใช้ (Multi- user)
            หมายถึงระบบปฏิบัติการสาสามารถรองรับการใช้งานของผู้ใช้ได้มากกว่า  2 คน พร้อมกัน  ระบบปฏิบัติการประเภทนี้ส่วนใหญ่จะพบได้ในเครื่องคอมพิวเตอร์แบบเมนเฟรม  มินิคอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server)

ระบบย่อยของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ  (MIS Subsystems)

ประเภทของรายงาน

        รายงาน (Report) เป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นโดยรวบรวมข้อมูลสำคัญในแต่ละเรื่อง เพื่อใช้ประกอบการปฏิบัติงานของผู้ใช้หรือการตัดสินใจของผู้บริหาร ปกติผู้จัดการต้องการรายงานในเรื่องต่าง ๆ เช่น ยอดขาย สินค้ารับคืน หรือต้นทุนการดำเนินงาน เป็นต้น เพื่อใช้ประกอบการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ โดยที่เราสามารถแบ่งรายงานที่ผลิตโดย MRS ออกได้เป็น 4 ประเภท ดังต่อไปนี้

        1. รายงานที่ออกตามตาราง (Schedule Report) เป็นรายงานที่จัดทำขึ้นตามระยะเวลาที่กำหนดแน่นอน เช่น ประจำวัน ประจำสัปดาห์ หรือประจำเดือน เป็นต้น โดยรายงานตามตารางเวลาจะสรุปผลการดำเนินงานในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านมา ปกติการจัดทำรายงานตามรอบระยะเวลามีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้จัดการในการวางแผน การตรวจสอบ และการควบคุมให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการ

        2. รายงานที่ออกในกรณีพิเศษ (Exception Report) เป็นรายงานที่จัดทำขึ้นเมื่อมีสิ่งผิดปกติหรือปัญหาเฉพาะหน้าเกิดขึ้น โดยการนำเสนอรายงานพิเศษมีวัตถุประสงค์ต้องการให้ผู้บริหารรับทราบและทำการตัดสินใจแก้ไข และควบคุมผลประโยชน์ขององค์การ เช่น รายชื่อลูกค้าที่ค้างชำระ เป็นต้น

        3. รายงานที่ออกตามความต้องการ (Demand Report) เป็นรายงานที่จัดทำขึ้นตามความต้องการของผู้บริหาร ซึ่งรายงานตามความต้องการจะแสดงข้อมูลเฉพาะเรื่องที่ผู้บริหารต้องการทราบ เพื่อให้ผู้บริหารเกิดความเข้าใจในปัญหาและสามารถตัดสินใจอย่างเหมาะสม

        4. รายงานที่ออกเพื่อพยากรณ์ (Predictive Report) เป็นรายงานที่ให้ข้อสารสนเทศที่ช่วยในการตัดสินในของผู้บริหาร การพยากรณ์จะอาศัยเทคนิคการวิเคราะห์ทางสถิติ และคณิตศาสตร์ หรือที่เรียกว่าการวิจัยขึ้นดำเนินงาน (Operations Research) มาทำการประมวลผลข้อมูลในอดีต เพื่อช่วยให้ผู้บริหารสามารถมีแนวทางในการเลือกตัดสินใจว่า ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป และสมควรดำเนินการอย่างไร หรือที่เรียกว่า “ถ้า…แล้ว…(What…if)”

        รายงานเป็นรูปแบบสำคัญในการจดบันทึก ส่งผ่าน และอ้างอิงข้อมูลภายในขององค์การ ในอดีตการจัดทำรายงานจะใช้ระยะเวลาและแรงงานมาก แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้การจัดทำรายงานมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้บริหารสามารถใช้เวลาและข้อมูลให้เกิดประโยชน์ ในการทำงานอย่างเต็มที

แผนภาพวงจรการพัฒนาระบบ (SDLC) 

ทฤษฎีการวิเคราะห์และออกแบบระบบ

        การวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) เป็น การศึกษา วิเคราะห์ และแยกแยะถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบ พร้อมทั้งเสนอแนวทางเสนอแนวทางแก้ไขตามความต้องการของผู้ใช้งานและความเหมาะ สมต่อสถานะทางการเงินขององค์กร การออกแบบระบบ (System Design) คือ การสร้างแบบพิมพ์เขียวของระบบใหม่ตามความต้องการในเอกสารความต้องการระบบ กำหนดสิ่งที่จำเป็น เช่น อินพุท เอ้าท์พุท ส่วนต่อประสานผู้ใช้ และการประมวลผล เพื่อประกันความน่าเชื่อถือ ความถูกต้องแม่นยำ การบำรุงรักษาได้ และความปลอดภัยของระบบ
นอก จากนั้น การออกแบบระบบเป็นวิธีการออกแบบ และกำหนดคุณสมบัติทางเทคนิคโดยนำระบบคอมพิวเตอร์มาประยุคใช้ เพื่อแก้ปัญหาที่ทำการวิเคราะห์มาแล้ว
ขั้นตอนการวิเคราะห์และออกแบบระบบออกเป็น 2 ระดับคือ ขั้นต้น และขั้นสูง
 
1. ขั้นต้น (Basic System Analysis) ประกอบ 8 ขั้นตอนคือ
            1.1 System Requirement เป็นการรับทราบปัญหา หรือความต้องการของผู้ใช้ หรือเจ้าของงานอาจเรียกรวมได้ว่า เป็นขั้นตอนของการเก็บรายละเอียด
            1.2  Context Description เป็นการกำหนดบริบท ประกอบด้วย List of Entities, List of Data และ List of Process
            1.3  Context Diagram เป็นการออกแบบโครงสร้างบริบท โดยอาศัยข้อมูลในขั้นตอนที่ 1.2 นักวิเคราะห์ระบบบางราย มีความถนัดที่จะทำขั้นตอนนี้ก่อนขั้นตอนที่ 1.2 ซึ่งไม่มีผลเสียแต่อย่างไร
            1.4  Process Hierarchy Chart เป็นการเขียนผังการไหลของข้อมูลในระดับต่างๆ ที่ปรากฏตามขั้นตอนที่ 1.3
            1.5  Data Flow Diagram : DFD เป็นการเขียนผังการไหลของข้อมูลในระดับต่างๆ ที่ปรากฏตามขั้นตอนที่ 1.4
            1.6  Process Description เป็นการอธิบายรายละเอียด  Process ให้ชัดเจนขึ้น โดยทั่วไปนิยมอธิบายใน End Process ของแต่ละ Root
            1.7  Data Modeling เป็นขั้นตอนการกำหนด Cardinality เพื่อพิจารณาความสัมพันธ์ของ Entities ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในระบบ ซึ่งใช้ Data Storage ที่ได้ในขั้นตอน DFD
            1.8  Data Dictionary เป็นขั้นตอนกำหนด Attribute ที่อ้างถึงใน Data Modeling เพื่อกำหนดรายละเอียดที่จะเป็นเบื้องต้นสำหรับใช้ในระบบ
2.  ขั้นสูง (Advance System Analysis) ประกอบ 4 ขั้นตอนคือ
             2.1 Database Design เป็นขั้นตอนการออกแบบฐานข้อมูล โดยอาศัยข้อมูลนำเข้าในขั้นที่1.7 และ 1.8 ซึ่งอาจใช้วิธีการ Normalization หรือ Entity Relationship Model แล้วแต่ละกรณี ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องได้ Normal Form (5NF) ขึ้นอยู่กับ นักวิเคราะห์ระบบจะเห็นว่า มีความจำเป็นและเหมาะสามในระดับใด แต่ทั้งนี้ควรไม่ต่ำกว่า Boyce Codd Normal Form (BCNF)
            2.2 Data Table Description เป็นขั้นตอนกำหนดรายละเอียด Attribute ที่มีในแต่ละ Table โดยอาศัยข้อมูลจากขั้นตอนที่ 1.8 และ 2.1
            2.3 Output Design หรือ การออกแบบส่วนแสดงผล แยกออกเป็น รายงาน เอกสาร และข้อความ มีพฤติกรรม 3 ชนิด
                  2.3.1  แสดงผลจากฐานข้อมูลโดยตรง (Data to Output : D2O)
                  2.3.2  แสดงผลจากการประมวลผลที่ได้รับจากการข้อมูลนำเข้า
(Data-Process to Output: DP2O)
                  2.3.3  แสดงผลโดยตรงจากข้อมูลนำเข้า (Input to Output : I2O)
โดยสามารถแสดงผลได้ทั้งกระดาษ และจอภาพ การออกแบบ Output Design ควรกระทำก่อนการออกแบบอื่นๆ ทั้งหมด เพราะจะช่วยตรวจสอบว่า มี Attribute ที่ออกแบบไว้ในขั้น 2.2 ครบถ้วนหรือไม่
           2.4 Input Design หรือ การออกแบบส่วนนำข้อมูลเข้า วัตถุประสงค์เป็นการออกแบบเพื่อนำข้อมูลเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ จึงถูกออกแบบให้มีรูปแบบสอดคล้องกับการแสดงผลทางจอภาพ คือ 25 บรรทัด 80 คอลัมน์ แม้ว่าบางครั้งจะถูกออกแบบเป็นแบบบันทึกข้อมูลล่วงหน้า ก่อนนำมาบันทึกผ่านจอภาพ ก็ยังอ้างอิงกับตำแหน่งทางจอภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนของผู้ใช้ แบ่งออกเป็น 2 พฤติกรรมคือ
                 2.4.1 ออกแบบฟอร์มเอกสารกรอกข้อมูล
                 2.4.2 ออกแบบส่วนติดต่อกับผู้ใช้ ซึ่งมี 3 ชนิด คือ ส่วนติดต่อกับผู้ใช้ด้วยเมนู ด้วยคำสั่ง และด้วยกราฟิก
 
         วงจรการพัฒนาระบบ
 
วงจรการพัฒนาระบบ (System Development Life Cycle : SDLC) คือ กระบวนการทาง
ความคิด (Logical Process) ใน การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อแก้ปัญหาทางธุรกิจและตอบสนองความต้องการของผู้ ใช้ได้ โดยระบบที่จะพัฒนานั้น อาจเริ่มด้วยการพัฒนาระบบใหม่เลยหรือนำระบบเดิมที่มีอยู่แล้วมาปรับเปลี่ยน ให้ดียิ่งขึ้น ภายในวงจรนี้จะแบ่งกระบวนการพัฒนาออกเป็นระยะ (Phases) ได้แก่ ระยะการวางแผน (Planning Phase) ระยะการวิเคราะห์ (Analysis Phase) ระยะการออกแบบ (Design Phase) และระยะการสร้างและพัฒนา (Implementation Phase) โดยแต่ละระยะจะประกอบไปด้วยขั้นตอน (Steps) ต่างๆ แตกต่างกันไปตาม Methodology ที่นักวิเคราะห์นำมาใช้ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานะทางการเงินและความพร้อมขององค์กรในขณะนั้น
ขั้น ตอนในวงจรพัฒนาระบบ ช่วยให้นักวิเคราะห์ระบบสามารถดำเนินการได้อย่างมีแนวทางและเป็นขั้นตอน ทำให้สามารถควบคุมระยะเวลาและงบประมาณในการปฏิบัติงานของโครงการพัฒนาระบบ ได้ ขั้นตอนต่างๆ นั้นมีลักษณะคล้ายกับการตัดสินใจแก้ปัญหาตามแนวทางวิทยาศาสตร์(Scientific Management) อัน ได้แก่ การค้นหาปัญหา การค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหา การประเมินผลแนวทางแก้ไขปัญหาที่ค้นพบ เลือกแนวทางที่ดีที่สุด และพัฒนาทางเลือกนั้นให้ใช้งานได้ สำหรับวงจรการพัฒนาระบบในหนังสือเล่มนี้ จะแบ่งเป็น 7 ขั้นตอน ได้แก่
 
     1.  ค้นหาและเลือกสรรโครงการ (Project Identification and Selection)
     2.  จัดตั้งและวางแผนโครงการ (Project Initiating and Planning)
     3.  วิเคราะห์ระบบ (Analysis)
     4.  ออกแบบเชิงตรรกะ (Logical Design)
     5.  ออกแบบเชิงกายภาพ (Physical Design)
     6.  พัฒนาและติดตั้งระบบ (System Implement)
     7.  ซ่อมบำรุงระบบ (System Maintenance)


1.    การค้นหาและเลือกสรรโครงการ (Project Identification and Selection) เป็น
ขั้น ตอน ในการค้นหาโครงการพัฒนาระบบ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันของบริษัท สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และให้ผลประโยชน์กับบริษัทมากที่สุด โดยใช้ตารางเมตริกซ์ (Matrix Table) เป็นเครื่องมือประกอบการพิจารณา ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ได้ดำเนินการผ่านไปแล้วในเบื้องต้น สามารถสรุปกิจกรรมได้ดังนี้
 
          1. ค้นหาโครงการพัฒนาระบบที่เห็นสมควรต่อการได้รับการพัฒนา
          2. จำแนกและจัดกลุ่มโครงการ
          3. เลือกโครงการที่เหมาะสมที่สุดในการพัฒนา
 
2. การเริ่มต้นและวางแผนโครงการ (Project Initiating and Planning System
Development) เป็น ขั้นตอนในการเริ่มต้นจัดทำโครงการด้วยการจัดตั้งทีมงาน กำหนดตำแหน่งหน้าที่ให้กับทีมงานแต่ละคนอย่างชัดเจน เพื่อร่วมกันสร้างแนวทางเลือกในการนำระบบใหม่มาใช้งาน และเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด จากนั้นจะร่วมกันวางแผนจัดทำโครงการกำหนดระยะเวลาในการดำเนินโครงการ ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และประมาณการต้นทุน และกำไรที่จะได้รับจากการลงทุนในโครงการพัฒนาระบบ เพื่อนำเสนอต่อผู้จัดการ เพื่อพิจารณาอนุมัติดำเนินการในขั้นตอนต่อไป โดยในขณะที่นำเสนอ โครงการอยู่นี้ถือเป็นการดำเนินงานในขั้นตอนที่ 2 ซึ่งใช้เทคนิคในการเก็บรวบรวมข้อเท็จจริงด้วยการสัมภาษณ์ (Interviewing) การออกแบบสอบถาม (Questionnaires) รวมทั้งพิจารณาจากเอกสารการทำงาน รายงานและแบบฟอร์มต่าง ๆ ของบริษัทประกอบด้วย สรุปกิจกรรมขั้นตอนที่ 2 ได้ดังนี้
 
           1. เริ่มต้นโครงการ
           2. เสนอแนวทางเลือกในการนำระบบใหม่มาใช้งาน
           3. วางแผนโครงการ
 
3. การวิเคราะห์ (System Analysis)เป็นขั้นตอนในการศึกษาและวิเคราะห์ถึงขั้นตอน
การดำเนินงานของระบบเดิม ซึ่งการที่จะสามารถดำเนินการในขั้นตอนนี้ ได้จะต้องผ่านการอนุมัติในขั้นตอนที่ 2 ใน การนำเสนอโครงการหลังจากนั้นจะรวบรวมความต้องการในระบบใหม่ จากผู้ใช้ระบบแล้วนำมาศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการเหล่านั้นด้วย การใช้เครื่องมือชนิดต่าง ๆ ได้แก่ แบบจำลองขั้นตอนการทำงานของระบบ (Process Modeling) โดยใช้แผนภาพกระแสข้อมูล (Data Flow Diagram: DFD) และแบบจำลองข้อมูล (Data Modeling) โดยใช้แผนภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ข้อมูล (Entity Relationship Diagram: E-R Diagram) สรุปกิจกรรมในขั้นตอนที่ 3 ได้ดังนี้
            1. ศึกษาขั้นตอนการทำงานของระบบเดิม
            2. รวบรวมความต้องการในระบบใหม่จากผู้ใช้ระบบ
            3. จำลองแบบความต้องการที่รวบรวมได้
            4. การออกแบบเชิงตรรกะ (Logical Design) เป็นขั้นตอนในการออกแบบลักษณะการ
ทำ งานของระบบตามทางเลือกที่ได้จากเลือกไว้จากขั้นตอน การวิเคราะห์ระบบโดยการออกแบบในเชิงตรรกะนี้ยังไม่ได้มีการระบุถึงคุณลักษณะ ของอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ เพียงแต่กำหนดถึงลักษณะของรูปแบบรายงานที่เกิดจากการทำงานของระบบ ลักษณะของการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ และผลลัพธ์ที่ได้จากระบบ ซึ่งจะเลือกใช้การนำเสนอรูปแบบของรายงาน และลักษณะของจอภาพของระบบจะทำให้สามารถเข้าใจขั้นตอนการทำงานของระบบได้ ชัดเจนขึ้น สรุปกิจกรรมในขั้นตอนที่ 4 ได้ดังนี้
 
           1. ออกแบบแบบฟอร์มและรายงาน (Form/Report Design)
           2. ออกแบบส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (User Interfaces Design)
           3. ออกแบบฐานข้อมูลในระดับ Logical

5. การออกแบบเชิงกายภาพ (Physical Design) เป็นขั้นตอนที่ระบุถึงลักษณะการทำงาน
ของ ระบบทางกายภาพหรือทางเทคนิค โดยระบุถึงคุณลักษณะของ อุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ เทคโนโลยีโปรแกรมภาษาที่จะนำมาทำการเขียนโปรแกรม ฐานข้อมูลของการออกแบบเครือข่ายที่เหมาะสมกับระบบ สิ่งที่ได้จากขั้นตอนการออกแบบทางกายภาพนี้จะเป็นข้อมูลของการออกแบบ เพื่อส่งมอบให้กับโปรแกรมเมอร์เพื่อ ใช้เขียนโปรแกรมตามลักษณะการทำงานของระบบที่ได้ออกแบบและกำหนดไว้ สรุปกิจกรรมในขั้นตอนที่ 5 ได้ดังนี้
            1. ออกแบบฐานข้อมูลในระดับ Physical
             2. ออกแบบ Application

6. การพัฒนาและติดตั้งระบบ (System Implementation) เป็นขั้นตอนในการนำข้อมูล
เฉพาะ ของการออกแบบมาทำการเขียนโปรแกรมเพื่อให้เป็นไปตามคุณลักษณะและรูปแบบ ต่าง ๆ ที่ได้กำหนดไว้ หลังจากเขียนโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว จะต้องทำการทดสอบโปรแกรม ตรวจสอบหาข้อผิดพลาดของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมา และสุดท้ายคือการติดตั้งระบบ โดยทำการติดตั้งตัวโปรแกรม ติดตั้งอุปกรณ์ พร้อมทั้งจัดทำคู่มือและจัดเตรียมหลักสูตรฝึกอบรมผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบใหม่สามารถใช้งานได้ สรุปกิจกรรมในขั้นตอนที่ 6 ได้ดังนี้
 
           1. เขียนโปรแกรม (Coding)
           2. ทดสอบโปรแกรม (Testing)
           3. ติดตั้งระบบ (Installation)
           4. จัดทำเอกสาร (Documentation)
            5. จัดทำหลักสูตรฝึกอบรม (Training)
            6. การบริการให้ความช่วยเหลือหลังการติดตั้งระบบ (Support)

7. การซ่อมบำรุงระบบ (System Maintenance) เป็นขั้นตอนสุดท้ายของวงจรพัฒนา
ระบบ (SDLC) หลัง จากระบบใหม่ได้เริ่มดำเนินการ ผู้ใช้ระบบจะพบกับ ปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากความไม่คุ้นเคยกับระบบใหม่ และค้นหาวิธีการแก้ไขปัญหานั้นเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้เองได้ สรุปกิจกรรมในขั้นตอนที่ 7 ได้ดังนี้
 
          1. เก็บรวบรวมคำร้องขอให้ปรับปรุงระบบ
          2. วิเคราะห์ข้อมูลร้องขอให้ปรับปรุงระบบ
          3. ออกแบบการทำงานที่ต้องการปรับปรุง
          4. ปรับปรุง
การพัฒนาระบบสารสนเทศ

ความจำเป็นในการพัฒนาระบบสารสนเทศ

            1.  การเปลี่ยนแปลงกระบวนการบริหารและการปฏิบัติงาน  ระบบเดิมไม่สามารถให้ข้อมูลหรือทำงานได้ตามต้องการมีการดำเนินงานหลายขั้น ตอน  ยุ่งยากในการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาจัดทำข้อมูลสรุปสำหรับการติดตามการ ปฏิบัติงานโดยรวมขององค์การ  และไม่สามารถสนับสนุนข้อมูลให้กับผู้บริหารได้เป็นอย่างดี

            2.  การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี  เทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในระบบสารสนเทศปัจจุบันล้าสมัย  ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบมีราคาสูง  เมื่อมีอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนบางอย่างเสียไม่สามารถซ่อมหรือหาอุปกรณ์ทดแทนได้

            3.  การปรับองค์การและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน  ระบบที่ใช้งานอยู่ปัจจุบันมีขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยากซับซ้อนขาดเอกสารอ้าง อิงหรือเอกสารที่มีอยู่ไม่ได้มาตรฐาน

ทีมงานพัฒนาระบบ

            1.  คณะกรรมการ (Steering Committee)

            2.  ผู้บริหารโครงการ (Project Manager)

            3.  ผู้บริหารหน่วยงานด้านสารสนเทศ (MIS Manager)

            4.  นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst)

            5.  ผู้ชำนาญการทางด้านเทคนิค

            6.  ผู้ใช้และผู้จัดการทั่วไป (User and Manager)

หลักในการ   พัฒนาระบบสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพ

1)  คำนึงถึงเจ้าของและผู้ใช้ระบบ

2)  เข้าถึงปัญหาให้ตรงจุด ซึ่งมีแนวทางการแก้ปัญหาที่เป็นระบบมีขั้นตอนดังนี้

-  ศึกษาทำความเข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้น

                         -  รวบรวมและกำหนดความต้องการ

 -  หาวิธีการแก้ปัญหาหลายๆ วิธีและเลือกวิธีที่ดีที่สุด

                         -  ออกแบบและทำการแก้ปัญหาตามวิธีที่เลือก

 -  สังเกตและประเมินผลกระทบจากวิธีแก้ปัญหาที่นำมาใช้ และปรับปรุงวิธีการให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

3)  กำหนดขั้นตอนหรือกิจกรรมในการพัฒนาระบบ

4)  กำหนดมาตรฐานในการพัฒนาระบบ

5)  ตระหนักว่าการพัฒนาระบบเป็นการลงทุนประเภทหนึ่ง

6)  เตรียมความพร้อมหากจะต้องยกเลิกหรือทบทวนระบบสารสนเทศที่กำลังพัฒนา

7)  แตกระบบสารสนเทศที่จะพัฒนาออกเป็นระบบย่อย

8)  ออกแบบระบบให้สามารถรองรับต่อการขยายหรือการปรับเปลี่ยนในอนาคต



ขั้นตอนในการพัฒนาระบบสารสนเทศ

-  การกำหนดและเลือกโครงการ (System Identification and Selection)

            -  การเริ่มต้นและวางแผนโครงการ (System Initiation and Planning)

-  การวิเคราะห์ระบบ (System Analysis)

-  การออกแบบระบบ (System Design)
-  การพัฒนาและติดตั้งระบบ (System Implementation)

-   การบำรุงรักษาระบบ (System Maintenance)


วงจรการพัฒนาระบบ



            1. การกำหนดและเลือกสรรโครงการ (System Identification and Selection) จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณาโครงการ จัดกลุ่ม จัดลำดับความสำคัญและเลือกโครงการที่เหมาะสม

            2.   การเริ่มต้นและวางแผนโครงการ (System Initiation and Planning) เมื่อโครงการได้รับอนุมัติก็จัดตั้งทีมงานกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ กำหนดคุณสมบัติและขอบเขตของโอกาสทางธุรกิจหรือปัญหาอย่างชัดเจน โดยการสำรวจเบื้องต้น หรืออาจเรียกว่า การศึกษาความเป็นไปและได้ความพร้อมในด้านต่างๆ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะจะมีผลกระทบต่อเนื่องกับกระบวนการพัฒนาระบบต่อไปทั้งหมด

             
              3.   การวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) มีจุดมุ่งหมาย คือ ความเข้าใจ       ความต้องการธุรกิจและการสร้างแบบจำลองเชิงตรรกะของระบบใหม่ ขั้นแรกคือ        การกำหนดรูปแบบความต้องการ ให้คำจำกัดความและบรรยายถึงการประมวลผลธุรกิจ การกำหนดรูปแบบความต้องการจะเกี่ยวเนื่องกับการสังเกตการณ์ในระยะ ของ             การวางแผนระบบและเกี่ยวข้องกับเทคนิคในการค้นหาความจริง ภารกิจถัดไป คือ         การสร้างแบบจำลองข้อมูล แบบจำลองการประมวลผล และแบบจำลองวัตถุ เพื่อพัฒนาจัดทำแบบจำลองทางตรรกะของกระบวนการทางธุรกิจ



            4.  การออกแบบระบบ (System Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบระบบให้เข้ากับตามความต้องการของระบบใหม่ตามที่ ได้มีการวิเคราะห์ไว้ กำหนดสิ่งที่จำเป็น เช่น อินพุท เอ้าท์พุท ส่วนต่อประสานผู้ใช้ และการประมวลผล เพื่อประกัน                ความน่าเชื่อถือ ความถูกต้องแม่นยำ การบำรุงรักษาได้ และความปลอดภัยของระบบ

           5.   การดำเนินการระบบ (System Implementation) มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้าง
และ ติดตั้งระบบซึ่งมีกิจกรรมดังนี้  จัดซื้อหรือจัดหาฮาร์ดแวร์ เขียนโปรแกรมโดยโปรแกรมเมอร์ ทำการทดสอบ จัดทำเอกสารระบบ การถ่ายโอนระบบงานและฝึกอบรมผู้ใช้ระบบ



            6.   การบำรุงรักษาระบบ (System Maintenance) เป็นขั้นตอนการดูแลระบบเพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพในการทำงาน  อาจอยู่ในรูปของการแก้ไขข้อผิดพลาดของโปรแกรม การปรับปรุงหรือแก้ไขโปรแกรมให้รองรับกับความต้องการใหม่ๆที่เพิ่มขึ้นของ ผู้ใช้ระบบหรือเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบ



วิธีการพัฒนาระบบสารสนเทศ

1)  การพัฒนาระบบงานแบบดั้งเดิม (Traditional SDLC Methodology) เป็น          การพัฒนาระบบสารสนเทศตามวงจรการพัฒนาระบบที่มีขั้นตอนที่แน่นอน วิธีนี้เป็นวิธีเก่าแก่ที่สุดและนิยมเรียกย่อๆ ว่า SDLC

2)  การสร้างต้นแบบ (Prototyping) เป็นการสร้างระบบต้นแบบขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้ทดลองใช้งานซึ่งนอกจากผู้ใช้จะ ได้แนวคิดเกี่ยวกับสารสนเทศที่ต้องการแล้ว            ยังช่วยให้มองเห็นภาพของระบบที่จะพัฒนาได้ชัดเจนขึ้น

การพัฒนาระบบโดยใช้ต้นแบบแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน

ขั้นที่ 1 :  ระบุความต้องการเบื้องต้นของผู้ใช้

ขั้นที่ 2 :  พัฒนาต้นแบบเริ่มแรก

ขั้นที่ 3 :  นำต้นแบบมาใช้

ขั้นที่ 4 :  ปรับปรุงแก้ไขต้นแบบ

3)  การพัฒนาระบบโดยผู้ใช้ (End-user Development)

4)  การใช้บริการจากแหล่งภายนอก (Outsourcing) เนื่องจากองค์การไม่มีบุคลากรที่มีทักษะความชำนาญ การจ้างหน่วยงานหรือบริษัทภายนอกที่มีความชำนาญด้านนี้มาทำการพัฒนาระบบให้ ซึ่งการทำสัญญาจ้างให้หน่วยงานภายนอกมาทำงาน
      เกี่ยวกับการดำเนินงานของฝ่ายคอมพิวเตอร์นี้เรียกว่า IT Outsourcing
ในที่นี้จะเรียกสั้นๆ ว่า Outsourcing



5)  การใช้ซอฟแวร์สำเร็จรูปประยุกต์ (Application Software Package) เป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนา เช่น ระบบงานเงินเดือน ระบบบัญชีลูกหนี้ หรือระบบควบคุมสินค้าคลคลัง หากซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสามารถสนองต่อความต้องการระบบงานขององค์การได้ องค์การก็ไม่จำเป็นต้องพัฒนาขึ้นเอง เนื่องจากโปรแกรมสำเร็จรูปได้รับการออกแบบและผ่านการทดสอบแล้ว จึงช่วยลดค่าใช่จ่ายและเวลาในการพัฒนาระบบใหม่และยังช่วยให้การทดสอบ การติดตั้ง และการบำรุงรักษาระบบเป็นไปได้ง่ายขึ้น



การพัฒนาระบบแบบออบเจ็กต์ (Object-Oriented Methodology)

            ประกอบด้วยกลุ่มของวัตถุ (Class of Objects) ซึ่งทำงานร่วมกัน มีการจัดกลุ่มของข้อมูลและพฤติกรรมหรือฟังก์ชันที่กระทำกับข้อมูลนั้นเป็น กลุ่มๆ ในรูปของออบเจ็กต์ เนื่องจากออบเจ็กต์มีคุณสมบัติในการนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Reusability)         การพัฒนาโปรแกรมแบบออบเจ็กต์จึงใช้เวลาในการพัฒนาน้อยกว่าวิธีอื่น



การพัฒนาระบบงานประยุกต์แบบรวดเร็ว (Rapid Application Development)

เป็น ขั้นตอนในการพัฒนาระบบที่ใช้ระยะเวลาในการพัฒนารวดเร็วกว่าและคุณภาพดีกว่า วิธีพัฒนาระบบงานแบบดั้งเดิม  โดยมีการนำเครื่องมือซอฟต์แวร์มาช่วยในการพัฒนาระบบซึ่งมีขั้นตอนในการพัฒนา ระบบอยู่ 4 ขั้นตอนคือ

1)  การกำหนดความต้องการ

2)  การออกแบบโดยผู้ใช้

3)  การสร้างระบบ

4)  การเปลี่ยนระบบหรือใช้ระบบ



                    ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาระบบสารสนเทศให้ประสบความสำเร็จ

1)  การสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร

2)  การกำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน

3)  ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของทีมพัฒนาระบบ

4)  การเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม

5)  การบริหารโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ



.......................................................................................................

ใบงาน

เรื่อง การพัฒนาระบบสารสนเทศ

 คำชี้แจง  ให้นักเรียนช่วยกันระดมความคิด การพัฒนาระบบสารสนเทศตามที่กำหนดให้

            1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3 – 4 คน

            2. ช่วยกันคิดว่าขั้นตอนในการพัฒนาระบบสารสนเทศประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

..........................................................................................................
            3. การพัฒนาระบบโดยใช้ต้นแบบแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนอะไรบ้าง

........................................................................................................
            4. ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาระบบสารสนเทศให้ประสบความสำเร็จ
...................................................................................................................
Subscribe to RSS Feed Follow me on Twitter!